ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ว่าด้วยพรรคการเมือง
พ.ศ.
2560
โดยที่เป็นการสมควรให้มีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พ.ศ. 2560
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 15
มาตรา 18 มาตรา 26 มาตรา 33 มาตรา 43 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 62 มาตรา 65 มาตรา 67
มาตรา 72 มาตรา 77 มาตรา 87 และมาตรา 93
แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
ประกอบมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการประชุมครั้งที่ 42/2560 เมื่อวันที่ 24
ตุลาคม 2560 และในการประชุมครั้งที่ 46/2560 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560
คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ
1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560”
ข้อ 3 ให้ยกเลิก
(1)
ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประชุมจัดตั้งพรรคการเมืองและการจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
พ.ศ. 2550 ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550
(2) ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง
เรื่อง
แบบจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองและแบบหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง พ.ศ.
2550 ลงวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550
(3)
ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การกำหนดแบบหลักฐานการรับบริจาคและหลักเกณฑ์ วิธีการในการเปิดเผยชื่อผู้บริจาคต่อสาธารณชน
พ.ศ. 2550 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
(4)
ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง
การหารายได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการและรายได้อื่นของพรรคการเมือง พ.ศ. 2551
ลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551
(5)
ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการจัดทำและบริหารระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 17 มีนาคม
พ.ศ. 2552
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
“คณะกรรมการ”
หมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง
“สำนักงาน”
หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
“นายทะเบียน” หมายความว่า
นายทะเบียนพรรคการเมือง
“สมาชิก”
หมายความว่า สมาชิกพรรคการเมือง
“นายทะเบียนสมาชิก” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายทะเบียนในพรรคการเมือง
“ข้อบังคับ”
หมายความว่า ข้อบังคับพรรคการเมือง
“รายได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ” หมายความว่า ผลตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้า
หรือการให้บริการที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นรูปของตัวเงิน ทรัพย์สิน
หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
“สินค้า”
หมายความว่า
สิ่งของที่นำมาจำหน่ายเป็นของที่ระลึกซึ่งมีราคาชิ้นละไม่เกินสามพันบาท
โดยอาจมีชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองติดอยู่ เช่น หนังสือ สมุด ปากกา แก้วน้ำ ถ้วยกาแฟ จานรองแก้ว
นาฬิกา กระเป๋า เสื้อ เนคไท ผ้าพันคอ เข็มกลัด พวงกุญแจ ร่ม หมวก
ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง สายรัดข้อมือ ธง
รวมถึงสิ่งของประเภทหรือชนิดอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
“บริการ”
หมายความว่า การที่พรรคการเมืองจัดให้มีการบริการให้แก่สมาชิกหรือประชาชน เช่น
(1)
การให้บริการเพื่อรับปรึกษากฎหมาย หรือช่วยเหลือในเรื่องคดีความต่าง ๆ
(2)
การให้บริการห้องสมุดของพรรคการเมืองโดยเป็นการบริการให้เช่าหนังสือ
หรือบริการรับพิมพ์งาน หรือถ่ายเอกสาร
(3)
การให้บริการศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการใช้คอมพิวเตอร์ในการพิมพ์งาน
หรือบริการชั่วโมงอินเทอร์เน็ต
(4)
การให้บริการเช่าสถานที่หรือวัสดุอุปกรณ์เพื่อการประชุมสัมมนา การจัดเลี้ยง
และการดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ
(5)
การให้บริการทางวิชาการ
“บริจาค” หมายความว่า
การให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง
นอกจากค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมือง
และให้หมายความรวมถึงการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองบรรดาที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้
“ประโยชน์อื่นใด” หมายความรวมถึง การให้ใช้ทรัพย์สิน การให้บริการ หรือการให้ส่วนลดโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า
และการทำให้หนี้ที่พรรคการเมืองเป็นลูกหนี้ลดลงหรือระงับสิ้นไปด้วย
ข้อ 5
ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามระเบียบนี้
กรณีใดที่มิได้กำหนดไว้หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
ให้เสนอคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด
ในกรณีมีเหตุสมควร
คณะกรรมการอาจยกเว้นหรือผ่อนผันการปฏิบัติตามความในระเบียบนี้ได้
หมวด
1
การจัดตั้งพรรคการเมือง
ส่วนที่
1
การจดทะเบียน
ข้อ 6
บุคคลซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
จำนวนไม่น้อยกว่าห้าร้อยคนอาจร่วมกันดำเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองได้
ก. คุณสมบัติ
(1)
มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
ในกรณีเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี
ข. ลักษณะต้องห้าม
(1) ติดยาเสพติดให้โทษ
(2)
เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(3) เป็นภิกษุ สามเณร
นักพรต หรือนักบวช
(4)
อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่
(5)
วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(6)
อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(7)
ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(8)
เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง
เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(9)
เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
(10)
เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ
หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(11)
เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา
ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต
นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า
กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก
กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
(12)
เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
(13)
เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี
(14)
เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
(15) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(16)
เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอ การแปรญัตติ
หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา
หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย
(17)
เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
(18)
อยู่ในระหว่างถูกสั่งห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(19)
ไม่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นหรือผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหรือผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง
พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท
โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาทแต่ไม่เกินคนละห้าหมื่นบาท
ให้ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองกรอกรายละเอียดและลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 1 และหนังสือแสดงเจตจำนงเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ตามแบบ
พ.ก. 2
ข้อ 7 ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
ผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามข้อ 6
ต้องประชุมร่วมกันโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าสองร้อยห้าสิบคนเพื่อดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
(1) กำหนดชื่อ ชื่อย่อ
และภาพเครื่องหมายของพรรคการเมือง คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมือง
นโยบายของพรรคการเมือง และข้อบังคับ
(2) เลือกหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก
และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
(3)
ให้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง
เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
กรอกรายละเอียดในบัญชีรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง ตามแบบ พ.ก. 3
และหนังสือแสดงเจตจำนงเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ตามแบบ พ.ก. 4
การประชุมให้ผู้เข้าร่วมประชุมลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 5 และต้องบันทึกการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษรและมติของที่ประชุม
ให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของผู้เข้าร่วมประชุม
โดยผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ซึ่งต้องทำโดยเปิดเผย
การมอบหมายให้ลงคะแนนแทนกันจะกระทำมิได้
ข้อ 8 ชื่อ ชื่อย่อ และภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองต้องไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
อาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ ครอบงำหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ซ้ำ
พ้อง หรือคล้ายคลึงกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่จดทะเบียน
หรือที่ยื่นขอจดทะเบียนอยู่ก่อนแล้ว หรือของพรรคการเมืองที่ถูกยุบและยังไม่พ้นยี่สิบปีนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ
หรือของพรรคการเมืองที่มีผู้แจ้งไว้แล้ว
และต้องไม่ซ้ำ พ้อง
หรือคล้ายคลึงกับพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์หรือพระนามของพระราชวงศ์
หรือที่มุ่งหมายให้หมายถึงพระมหากษัตริย์ หรือพระราชวงศ์
ข้อ 9 ก่อนยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
ให้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง
และเหรัญญิกพรรคการเมืองร่วมกันเปิดบัญชีธนาคารพาณิชย์ และให้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองรวบรวมเงินจากผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนตามข้อ
6 คนละไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาทแต่ไม่เกินคนละห้าหมื่นบาท เพื่อเป็นทุนประเดิมไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท
พร้อมทั้งให้ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นเหรัญญิกพรรคการเมืองออกหลักฐานการรับทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 6
ข้อ 10 ในการยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
ให้ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ตามที่กำหนดในข้อ 11 และให้นายทะเบียนออกใบรับคำขอให้แก่ผู้ยื่นคำขอไว้เป็นหลักฐาน
ตามแบบ พ.ก. 7
ข้อ 11 คำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
ให้เป็นไปตามแบบ พ.ก. 8
เอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นไปพร้อมกับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(1)
ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน และลายมือชื่อของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคน ตามแบบ พ.ก. 1
(2)
หนังสือแสดงเจตจำนงเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ตามแบบ พ.ก. 2
(3) สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคน
(4)
หลักฐานการชำระเงินทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคน ตามแบบ พ.ก. 6
(5)
สำเนาบัญชีธนาคารพาณิชย์แสดงจำนวนทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง
(6) ข้อบังคับ
(7)
บันทึกการประชุมจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองรับรองความถูกต้อง
(8)
หนังสือรับแจ้งของนายทะเบียน ในกรณีที่มีการแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 7/1
ข้อ 12 ข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
(1)
เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
(2)
ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
(3)
อาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ
(4) ครอบงำหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ
ข้อ 13 ข้อบังคับอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้
(1)
ชื่อและชื่อย่อของพรรคการเมือง
(2)
ภาพเครื่องหมายของพรรคการเมือง
(3)
คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมือง
(4)
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมืองซึ่งต้องตั้งอยู่ในราชอาณาจักร
(5)
โครงสร้างการบริหารพรรคการเมืองและตำแหน่งต่าง ๆ ในพรรคการเมือง
(6)
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกหรือการให้ความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง การดำรงตำแหน่ง
การพ้นจากตำแหน่ง และหน้าที่และอำนาจของหัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง
เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก กรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหน้าและกรรมการสาขาพรรคการเมือง
และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
(7)
การบริหารจัดการสาขาพรรคการเมือง และของตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
(8)
การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองและการประชุมใหญ่ของสาขาพรรคการเมือง
(9)
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิก การรับเข้าเป็นสมาชิก
และการพ้นจากการเป็นสมาชิก
(10)
สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก ความรับผิดชอบของสมาชิกต่อพรรคการเมือง และความรับผิดชอบของพรรคการเมืองต่อสมาชิก
(11)
มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิก
โดยมาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
(12)
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกสมาชิกเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ
และการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคการเมืองเห็นสมควรจะเสนอให้ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา
88 ของรัฐธรรมนูญซึ่งต้องกำหนดให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการคัดเลือกด้วยอย่างกว้างขวาง
(13)
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ซึ่งต้องกำหนดให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการคัดเลือกด้วยอย่างกว้างขวาง
(14)
วิธีการบริหารการเงินและทรัพย์สิน และการจัดทำบัญชีของพรรคการเมือง สาขาพรรคการเมือง
และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผย
และให้สมาชิกตรวจสอบได้โดยสะดวก
(15)
รายได้ของพรรคการเมือง
และอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองซึ่งต้องเรียกเก็บจากสมาชิกไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งร้อยบาท
(16) การเลิกพรรคการเมือง
สาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
การพิจารณาเพื่อออกข้อบังคับตาม
(6) (8) (10) (11) (12) (13) (14) (15) และ (16)
ต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วมพิจารณาอย่างกว้างขวาง
การกำหนดข้อบังคับในลักษณะที่เป็นการให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก
กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ
หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ
ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจะกระทำมิได้
พรรคการเมืองอาจกำหนดให้เรียกเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองจากสมาชิกแบบตลอดชีพตามอัตราที่กำหนดในข้อบังคับก็ได้
แต่ต้องไม่น้อยกว่าสองพันบาท
เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บค่าบำรุงพรรคการเมืองผ่านธนาคาร
ให้สำนักงานจัดให้มีการประชุมร่วมกันของผู้แทนพรรคการเมือง
ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการในการดำเนินการ แล้วแจ้งให้พรรคการเมืองและธนาคารทราบเพื่อเป็นแนวปฏิบัติต่อไป
ข้อ 14 หัวหน้าพรรคการเมือง เลขาธิการพรรคการเมือง
เหรัญญิกพรรคการเมือง นายทะเบียนสมาชิก และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
ต้องเป็นสมาชิกที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี และมีวาระการดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดในข้อบังคับ
แต่ต้องไม่เกินคราวละสี่ปี
ข้อ 15
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานที่ยื่นพร้อมกับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องครบถ้วนตามข้อ
11 ข้อ 12 ข้อ 13 และข้อ 14 ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
และให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา
หากนายทะเบียนเห็นว่าคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองและเอกสารหลักฐานไม่ถูกต้องครบถ้วนตามวรรคหนึ่ง
ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนทราบพร้อมด้วยเหตุผลเพื่อแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น
เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ไม่มีการแก้ไขหรือยังแก้ไขไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน
ให้นายทะเบียนรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและมีมติไม่รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
และให้นายทะเบียนแจ้งมติของคณะกรรมการให้ผู้ยื่นคำขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีมติ
ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าข้อบังคับที่ได้ยื่นไม่เป็นไปตามข้อ
12 และข้อ 13 ให้นายทะเบียนรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้น
และให้แจ้งมติของคณะกรรมการให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีมติ ในการนี้
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องดำเนินการแก้ไขข้อบังคับให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนั้น
เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้ว
หากไม่มีการแก้ไขหรือยังแก้ไขไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน
ให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง
ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองหรือหัวหน้าพรรคการเมืองมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านมติของคณะกรรมการตามวรรคสองหรือวรรคสามต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติของคณะกรรมการ
ส่วนที่
2
การเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองไว้ก่อน
ข้อ 16
บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 6
จำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคนจะยื่นคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนไว้ก่อน
แล้วดำเนินการรวบรวมผู้จัดตั้งพรรคการเมืองให้ได้ครบจำนวนตามข้อ 6 ก็ได้
แต่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองตามข้อ 10
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับแจ้ง
ถ้ามิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองภายในระยะเวลาดังกล่าวให้คำขอนั้นเป็นอันสิ้นผล
ให้ผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งกรอกรายละเอียดในบัญชีรายชื่อผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 1/1 และหนังสือแสดงเจตจำนงเป็นผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 2/1
ข้อ 17 ให้ผู้เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองยื่นคำขอต่อนายทะเบียนตามแบบ
พ.ก.
8/1 พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
และให้นายทะเบียนออกใบรับคำขอให้แก่ผู้ยื่นคำขอไว้เป็นหลักฐานตามแบบ พ.ก. 7/1
ชื่อ ชื่อย่อ
และภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่แจ้งตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่มีลักษณะตามข้อ 8
ข้อ 18
ในกรณีที่คำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองพร้อมเอกสารและหลักฐานที่ยื่นพร้อมกับคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องและครบถ้วน
ตามข้อ 16 และข้อ 17 ให้นายทะเบียนออกหนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองให้ผู้ยื่นคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
ตามแบบ พ.ก. 7/2
ข้อ
19
หากนายทะเบียนเห็นว่าการแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองไม่เป็นไป ตามข้อ 16 และข้อ 17 ให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้แจ้งทราบพร้อมด้วยเหตุผลเพื่อแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่นายทะเบียนกำหนดหรือที่ขยายเวลาให้
เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน
ให้คำขอนั้นเป็นอันสิ้นผล
หมวด
2
การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง
ข้อ 20 ให้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองแล้วเป็นนิติบุคคล
มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเพื่อส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง
พรรคการเมืองต้องไม่ดำเนินกิจการอันมีลักษณะเป็นการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน
ข้อ 21
ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อย่างน้อยในแต่ละปีพรรคการเมืองต้องมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ดังต่อไปนี้
(1)
ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
และความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทย
(2)
ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผลโดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน
(3)
ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
รวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการดำเนินงานขององค์กรอิสระอย่างมีเหตุผล
(4)
ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง
รู้จักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกต่าง
และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี
เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน
(5) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รวมทั้งการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
จัดทำแผนหรือโครงการที่จะดำเนินกิจกรรมตามวรรคหนึ่งในแต่ละปีส่งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนเมษายนของทุกปี
และให้นายทะเบียนเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
ข้อ 22
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน พรรคการเมืองต้องดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
(1) ดำเนินการให้มีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่าห้าพันคนและต้องเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนภายในสี่ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน
(2)
จัดให้มีสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาคตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง บัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด
อย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา
โดยสาขาพรรคการเมืองแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขานั้นตั้งแต่ห้าร้อยคนขึ้นไป
ข้อ
23
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองเพื่ออนุมัติภายในเดือนเมษายนของทุกปี
อย่างน้อยดังนี้
(1)
การส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ถ้ามี)
(2)
การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
(3) สมาชิก
(4) สาขาพรรคการเมือง
(ถ้ามี)
(5)
ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด (ถ้ามี)
(6) การประชุมใหญ่พรรคการเมือง
(7)
การเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
กรรมการบริหารพรรคการเมือง กรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง
คณะกรรมการสาขาพรรคการเมือง กรรมการสาขาพรรคการเมือง และที่ตั้งสาขาพรรคการเมือง
(ถ้ามี)
(8) การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง
(ถ้ามี)
(9)
สถานะทางการเงินของพรรคในรอบปีที่รายงาน
หมวด
3
ระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง
ข้อ 24
ให้สำนักงานจัดให้มีระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พรรคการเมืองและประชาชนโดยมีข้อมูลอย่างน้อย
ดังต่อไปนี้
(1)
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับพรรคการเมือง
(2)
ข้อมูลกรรมการบริหารพรรคการเมือง กรรมการสาขาพรรคการเมือง
และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
(3)
ข้อมูลการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในแต่ละปี
(4)
ข้อมูลงบการเงินของพรรคการเมือง
(5)
ข้อมูลการรับบริจาคของพรรคการเมืองในแต่ละปี
(6) ข้อมูลสมาชิก
ข้อ 25 การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลพรรคการเมือง
ให้สำนักงานนำเข้าข้อมูล ตามข้อ 24 (1) (2) (3) (4) และ (5)
และให้พรรคการเมืองนำเข้าข้อมูลตามข้อ 24 (6)
โดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสำนักงานจะต้องอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อระบบกับพรรคการเมือง
ข้อ 26 ให้สำนักงานเปิดเผยข้อมูล ตามข้อ 24 (1) (2) (3)
(4) และ (5) ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
ข้อ 27
ให้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบการเป็นสมาชิกจากระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองตามข้อ
24 (6) ได้ด้วยตนเอง
ข้อ
28 การขอหลักฐานการรับรองการเป็นสมาชิกจากระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองให้ดำเนินการดังนี้
(1)
การขอหลักฐานการรับรองการตรวจสอบการเป็นสมาชิกของบุคคลโดยทั่วไปจะกระทำได้เฉพาะการขอตรวจสอบของตนเองเท่านั้น
ให้ผู้ขอกรอกแบบตามที่สำนักงานกำหนด
พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอตรวจสอบ โดยยื่นคำขอพร้อมหลักฐานเอกสารต่อนายทะเบียนหรือผู้ที่นายทะเบียนมอบหมาย
(2)
การขอหลักฐานการรับรองการตรวจสอบการเป็นสมาชิกของบุคคลจากหน่วยงานของรัฐ
หรือองค์กรภายนอกจะต้องมีหนังสือขอตรวจสอบการเป็นสมาชิกถึงนายทะเบียนหรือผู้ที่นายทะเบียนมอบหมาย
(3) การขอหลักฐานการรับรองการตรวจสอบการเป็นสมาชิกของบุคคลจากส่วนงานภายในสำนักงาน
ให้ผู้อำนวยการสำนักหรือเทียบเท่า เป็นผู้ลงนามในคำขอตรวจสอบ สำหรับคณะกรรมการ
คณะทำงาน หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ ให้ประธานกรรมการ
หัวหน้าคณะทำงาน หรืออนุกรรมการนั้น ๆ เป็นผู้ลงนามในคำขอตรวจสอบ
ข้อ
29
ให้สำนักงานมีระบบรักษาความปลอดภัยด้านสารสนเทศของระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองในเรื่อง ดังต่อไปนี้
(1)
การเข้าถึงหรือควบคุมการใช้งานสารสนเทศ ได้แก่
การกำหนดชื่อและรหัสผ่านของผู้ใช้งาน
และกำหนดขอบเขตในการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละผู้ใช้งานให้ชัดเจน
(2)
การจัดให้มีการสำรองข้อมูลระบบสารสนเทศให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและจัดทำแผนเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
เพื่อให้สามารถใช้งานระบบสารสนเทศได้ตามปกติอย่างต่อเนื่อง
(3)
จัดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสารสนเทศ
หมวด
4
การเงินและการบัญชีของพรรคการเมือง
ข้อ 30
ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่บริหารการเงิน ทรัพย์สิน
และประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง
ตลอดจนจัดให้มีการทำบัญชีให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
จัดให้มีบัญชีรับและจ่ายเงินของสาขาพรรคการเมืองหรือที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดได้รับหรือจ่าย
โดยบันทึกบัญชีให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รายการนั้นเกิดขึ้น
และสรุปรายงานให้พรรคการเมืองทราบเป็นประจำทุกสิ้นเดือน และปิดประกาศไว้ ณ
สำนักงานสาขาพรรคหรือที่ทำการตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
ให้หัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
จัดให้มีการทำบัญชีรายชื่อ พร้อมที่อยู่ของสมาชิกที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัด
ซึ่งเป็นที่ตั้งของสาขาพรรคการเมืองหรือในเขตจังหวัดที่ตนเป็นตัวแทน
ตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสาขาพรรคการเมือง
หรือคณะกรรมการสาขาพรรคการเมือง
และการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และปิดประกาศไว้ ณ
สำนักงานสาขาพรรคหรือที่ทำการตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
ข้อ 31
การลงรายการบัญชีของพรรคการเมืองต้องมีเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกต้อง
ครบถ้วน โดยต้องจัดทำภายในระยะเวลาดังนี้
(1)
การลงบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและแสดงค่าใช้จ่ายหรือรายจ่าย
และบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค ต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่รายการนั้นเกิดขึ้น
(2)
บัญชีแยกประเภทและบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
ต้องลงรายการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้น
หมวด
5
รายได้ของพรรคการเมือง
ส่วนที่
1
รายได้จากค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมือง
และการหารายได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ
ข้อ 32
การจำหน่ายสินค้าหรือบริการต้องไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกันในทางธุรกิจ
โดยราคาหรือค่าตอบแทนจากการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการจะต้องคำนึงถึงราคาตามปกติในท้องที่นั้น
ข้อ 33 สถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ ได้แก่
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคการเมือง ที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรคการเมือง
บริเวณสถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคการเมือง
สาขาพรรคการเมือง หรือสถานที่ทำการตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
ข้อ 34
เมื่อพรรคการเมืองดำเนินการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำทะเบียนสินค้าหรือบริการ ซึ่งประกอบด้วย รายการ
จำนวนเงิน หรือมูลค่าของสินค้าหรืออัตราค่าบริการแต่ละประเภทให้ครบถ้วนและถูกต้อง
ข้อ 35 เมื่อพรรคการเมืองดำเนินการจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้ออกใบเสร็จรับเงินตามแบบ
พ.ก. 9 ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ
เมื่อพรรคการเมืองได้รับเงินค่าธรรมเนียม
และค่าบำรุงพรรคการเมือง ให้ออกใบเสร็จรับเงินตามแบบ พ.ก. 9
ข้อ 36 การจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ให้บันทึกบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับ
และให้แสดงในงบการเงินประจำปีของพรรคการเมืองให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อ 37
การจำหน่ายสินค้าหรือบริการต้องไม่กระทำในช่วงเก้าสิบวันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร
และต้องไม่กระทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่น นอกจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนที่
2
การจัดกิจกรรมระดมทุน
ข้อ 38
การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมืองต้องกระทำโดยเปิดเผยและแสดงวัตถุประสงค์ว่าเป็นการระดมทุนของพรรคการเมืองอย่างชัดเจน
ข้อ 39 สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ได้แก่
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคการเมือง ที่ตั้งสำนักงานสาขาพรรคการเมือง
บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคการเมือง
สาขาพรรคการเมืองสถานที่ทำการตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด
หรือสถานที่ที่พรรคการเมืองเห็นสมควร
ข้อ 40
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่จัดกิจกรรมระดมทุนสิ้นสุดลง ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมระดมทุน
และจำนวนเงินที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมระดมทุน
และให้หัวหน้าพรรคการเมืองประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
พร้อมทั้งแจ้งให้นายทะเบียนทราบด้วย
ข้อ 41
เมื่อพรรคการเมืองดำเนินการจัดกิจกรรมระดมทุนให้ออกใบเสร็จรับเงิน ตามแบบ พ.ก.
9 ให้แก่ผู้สนับสนุนเงิน
ข้อ 42
การจัดกิจกรรมระดมทุนให้บันทึกบัญชีรายวันแสดงรายได้หรือรายรับและนำไปแสดงในงบการเงินประจำปีของพรรคการเมืองให้ครบถ้วนและถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อ 43
การจัดกิจกรรมระดมทุนต้องไม่กระทำในช่วงเก้าสิบวันก่อนวันครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผู้แทนราษฎรและต้องไม่กระทำในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
และในกรณีที่เป็นการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่น
นอกจากการครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนที่
3
การรับบริจาคของพรรคการเมือง
ข้อ 44
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองและเหรัญญิกพรรคการเมืองเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์
โดยระบุชื่อเจ้าของบัญชีในนามของพรรคการเมืองนั้น และให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งหมายเลขบัญชีของบัญชีเงินฝากและจำนวนเงินที่เปิดบัญชีของทุกบัญชีให้นายทะเบียนทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่เปิดบัญชีดังกล่าว
ข้อ 45
กรณีรับบริจาคเป็นเงินสดให้หัวหน้าพรรคการเมืองและเหรัญญิกพรรคการเมืองนำเงินฝากไว้ในบัญชีธนาคารพาณิชย์ตามข้อ 44
ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาค หากการรับบริจาคเป็นตั๋วแลกเงินหรือเช็คจะต้องไม่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน
จึงถือได้ว่าเป็นการบริจาคแก่พรรคการเมือง
ข้อ
46
เมื่อมีการบริจาคให้ผู้รับบริจาคจัดทำบันทึกการรับบริจาค ตามแบบ พ.ก. 10 ให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาคและให้จัดส่งบันทึกการรับบริจาคพร้อมเงิน
ทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาค
ถ้าหากทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดมิอาจนำส่งแก่พรรคการเมืองได้
ให้ผู้รับบริจาคแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการรับบริจาคนั้นให้พรรคการเมืองทราบ
ข้อ 47 เมื่อพรรคการเมืองได้รับหลักฐานตามข้อ
46 ให้ออกใบเสร็จรับเงิน ตามแบบ พ.ก. 11
หรือหลักฐานการรับบริจาคทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ตามแบบ พ.ก. 12
ภายในวันที่ที่ได้รับบริจาคแล้วจัดส่งใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคให้แก่ผู้บริจาคภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ออกหลักฐานนั้น
ข้อ 48
ให้พรรคการเมืองบันทึกการรับบริจาคไว้ในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคการเมืองให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เกิดรายการ
โดยอย่างน้อยต้องมีรายการดังนี้
(1) ชื่อ
ที่อยู่ของพรรคการเมือง
(2) ชื่อตัว ชื่อสกุล
และที่อยู่ของผู้บริจาค
(3) ชื่อตัว ชื่อสกุล
และตำแหน่งผู้รับบริจาค
(4) วัน เดือน
ปีที่รับบริจาค
(5)
รายละเอียดการรับบริจาค
(6)
จำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
(7) เอกสารอ้างอิง
(8)
ลายมือชื่อหัวหน้าพรรคการเมืองและเหรัญญิกพรรคการเมือง
ข้อ 49
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองประกาศบัญชีรายชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน รายการทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับบริจาคที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่าห้าพันบาท
ตามแบบ พ.ก. 13 และแบบ พ.ก. 13/1 แล้วแต่กรณี
พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ของการบริจาคเพื่อให้ประชาชนทราบเป็นประจำทุกสิ้นเดือนแล้วแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ประกาศ
การตีราคาทรัพย์สิน
หรือการประเมินมูลค่าประโยชน์อื่นใดที่ได้รับบริจาคให้คำนวณราคาทรัพย์สิน
อัตราค่าเช่า ค่าตอบแทนหรือค่าของสิทธิที่รับตามปกติทางการค้าในท้องที่นั้น
ข้อ 50 บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้
และในกรณีที่บุคคลนั้นเป็นนิติบุคคล การบริจาคเงิน
ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองไม่ว่าพรรคเดียวหรือหลายพรรคเกินปีละห้าล้านบาท
ต้องแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทราบในการประชุมใหญ่คราวต่อไปหลังจากบริจาคแล้ว
พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน
ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินวรรคหนึ่งมิได้
ข้อ 51 ภายใต้บังคับมาตรา 65 และมาตรา 67
แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกาศใช้บังคับแล้วจนถึงวันเลือกตั้ง
ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดได้รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่ารวมกันแล้วเกินหนึ่งหมื่นบาทต่อวัน
โดยผู้บริจาคประสงค์จะบริจาคเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นหรือของพรรคการเมืองหรือเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง
ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นต้องจัดทำบันทึกการรับบริจาคตามแบบ พ.ก. 10 และให้จัดส่งบันทึกการรับบริจาคพร้อมเงิน
ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง
แล้วให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งให้คณะกรรมการทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับบริจาค
ถ้าสิ่งของที่ได้รับบริจาคตามวรรคหนึ่งไม่อาจนำส่งพรรคการเมืองได้หรือเป็นของสดเสียได้
ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นแจ้งให้พรรคการเมืองทราบเพื่อบันทึกข้อมูลของสิ่งนั้นไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้นั้น
ในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดสงสัยว่าเงิน
ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ตนได้รับบริจาคเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองหรือเพื่อใช้ในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
หรือของพรรคการเมืองหรือเป็นสิ่งของสดเสียได้หรือไม่ ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยซึ่งคณะกรรมการต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ข้อ 52 เมื่อนายทะเบียนได้รับประกาศบัญชีรายชื่อผู้บริจาคตามข้อ
49 ให้ดำเนินการเปิดเผยรายชื่อผู้บริจาคโดยปิดประกาศไว้ ณ สำนักงาน
และเผยแพร่ข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ประชาชนทราบและนำเสนอคณะกรรมการเพื่อทราบเป็นประจำทุกเดือน
หมวด
6
การใช้จ่ายของพรรคการเมือง
ข้อ 53 พรรคการเมืองต้องเปิดเผยค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองทุกประเภท
เพื่อให้สมาชิกและประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
โดยประกาศหรือเผยแพร่ผ่านในระบบฐานข้อมูลพรรคการเมืองตามข้อ 24
หรือวิธีการอื่นใดที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวก หรือปิดประกาศให้ประชาชนทราบ ณ
ที่ทำการของพรรคการเมืองภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแต่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
หมวด
7
การยุบพรรคการเมือง
ข้อ 54
เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น
(1)
กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
(2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(3) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20
วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72
หรือมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
(4) มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกำหนด
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทำการตามวรรคหนึ่ง
ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น
ข้อ 55
เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดกระทำการตามข้อ 54
ให้นายทะเบียนรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานพร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา โดยให้นำระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน
การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามข้อ
54 คณะกรรมการจะยื่นคำร้องเอง
หรือจะมอบหมายให้นายทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำร้องและดำเนินคดีแทนก็ได้
และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีนายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะขอให้อัยการสูงสุดช่วยเหลือดำเนินการในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าจะเสร็จสิ้นก็ได้
ในกรณีที่เห็นสมควร
ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้พรรคการเมืองระงับการกระทำใดไว้เป็นการชั่วคราวตามคำร้องขอของคณะกรรมการ
นายทะเบียน หรืออัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี ก็ได้
ข้อ 56
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว ให้นายทะเบียนประกาศคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา
และห้ามมิให้บุคคลใดใช้ชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองซ้ำ
หรือพ้องกับชื่อ ชื่อย่อ หรือภาพเครื่องหมายของพรรคการเมืองที่ถูกยุบนั้น
ห้ามมิให้ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบและถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพราะเหตุดังกล่าวไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีก ทั้งนี้ ภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ
ข้อ 57 ในกรณีที่พรรคการเมืองสิ้นสภาพหรือยุบตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองส่งบัญชีและงบแสดงฐานะทางการเงิน
รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการเงินของพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองสิ้นสภาพหรือยุบ
และให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน
ถ้าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาดังกล่าวให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
โดยแจ้งให้คณะกรรมการทราบ
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่ง
ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จแต่จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคการเมืองที่สิ้นสภาพหรือยุบมิได้
ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง
หรือจำหน่ายทรัพย์สินของพรรคการเมืองเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชีได้
ในกรณีที่พรรคการเมืองนั้นไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี
ให้คณะกรรมการสั่งจ่ายเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งให้ทราบ
ในการชำระบัญชีเมื่อได้หักหนี้สินและค่าใช้จ่ายแล้วยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด
ให้โอนให้แก่องค์การสาธารณกุศลตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับ
ถ้าในข้อบังคับไม่ได้ระบุไว้
ให้ทรัพย์สินที่เหลือนั้นตกเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด
มาใช้บังคับแก่การชำระบัญชีของพรรคการเมืองด้วยโดยอนุโลม
บทเฉพาะกาล
ข้อ 58 ให้ฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองที่สำนักงานได้จัดทำขึ้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พ.ศ. 2550 เป็นฐานข้อมูลพรรคการเมืองตามระเบียบนี้
ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
ศุภชัย สมเจริญ
ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
[เอกสารแนบท้าย]
1. แบบ พ.ก. 1
บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง
2. แบบ พ.ก. 1/1
บัญชีรายชื่อผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
3. แบบ พ.ก. 2
หนังสือแสดงเจตจำนงเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง
4.
แบบ พ.ก. 2/1 หนังสือแสดงเจตจำนงเป็นผู้แจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
5. แบบ พ.ก. 3
บัญชีรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
6. แบบ พ.ก. 4
หนังสือแสดงเจตจำนงเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
7. แบบ พ.ก. 5
บัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมจัดตั้งพรรคการเมือง
8. แบบ พ.ก. 6
หลักฐานการรับทุนประเดิมของผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง
9. แบบ พ.ก. 7
ใบรับคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
10. แบบ พ.ก. 7/1
ใบรับคำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
11. แบบ พ.ก. 7/2
หนังสือรับแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
12. แบบ พ.ก. 8
คำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมือง
13. แบบ พ.ก. 8/1 คำขอแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง
14. แบบ พ.ก. 9
ใบเสร็จรับเงิน
15. แบบ พ.ก. 10
บันทึกการรับบริจาค
16. แบบ พ.ก. 11
ใบเสร็จรับเงิน (เงินบริจาค)
17. แบบ พ.ก. 12
ใบรับบริจาคทรัพย์สินและประโยชน์อื่นใด
18. แบบ พ.ก. 13 ประกาศบัญชีรายชื่อผู้บริจาคในนามบุคคลธรรมดา
19. แบบ พ.ก.
13/1 ประกาศบัญชีรายชื่อผู้บริจาคในนามนิติบุคคล
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
พิมพ์มาดา/อัญชลี/จัดทำ
4
ธันวาคม 2560
[2][2][1] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134/ตอนที่ 121 ก/หน้า
37/30 พฤศจิกายน 2560
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น